เมื่อวิลล่า
พาร์ค กลายเป็นฝันร้ายของ ฮาร์วีย์ เอลเลียต
ดีลยืมตัวที่พังทลาย
เพราะ “เงื่อนไข 10 นัด” และการตัดสินใจที่ผิดที่ผิดเวลา
ในโลกฟุตบอล
มีคำกล่าวว่า “คนดีมักไม่ชนะในตอนจบ” และหากประโยคนี้เป็นจริงสำหรับใครสักคน
ชื่อของ ฮาร์วีย์ เอลเลียต ก็คงอยู่ในลิสต์นั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
จากดาวรุ่งผู้เป็นความหวังของอังกฤษ
เจ้าของรางวัล ผู้เล่นยอดเยี่ยมศึกชิงแชมป์ยุโรป U-21 สู่แข้งที่ถูก
“แช่แข็ง” แบบไร้ทางออกในถิ่น วิลล่า พาร์ค การย้ายจากลิเวอร์พูลมาแอสตัน วิลล่า
ซึ่งควรเป็นก้าวสำคัญของอาชีพ กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาอย่างเงียบงัน
ดีลยืมตัวที่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อเขา
ตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลงโดยไม่มีวี่แววการขยับเขยื้อนใดๆ
ของเอลเลียต ทั้งที่เดิมทีการยืมตัวตลอดฤดูกาลจาก ลิเวอร์พูล → แอสตัน วิลล่า ถูกมองว่าเป็นการรีสตาร์ทอาชีพ
หลังจากเขาพาทีมชาติอังกฤษ U-21 คว้าแชมป์ยุโรปมาหมาดๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ
ดีลนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “พัฒนาเอลเลียต” หากแต่เป็นดีลที่ตอบโจทย์ กฎการเงิน
(PSR) ของสโมสรเป็นหลัก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด
ลิเวอร์พูลยอมปล่อยตัวเขาออกมาในวันสุดท้ายของตลาด
หลังดีล อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการ
และนั่นทำให้เอลเลียตกลายเป็นชิ้นส่วนที่ถูกขยับออกจากกระดานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“กับดัก 10 นัด” เงื่อนไขที่ฆ่าฤดูกาลทั้งฤดูกาล
หัวใจของฝันร้ายครั้งนี้อยู่ที่
เงื่อนไขในสัญญายืมตัว
หาก ฮาร์วีย์ เอลเลียต ลงสนามครบ 10 นัด แอสตัน
วิลล่าจะต้อง ซื้อขาดทันที
- วิลล่าระบุค่าตัว:
30 ล้านปอนด์
- ลิเวอร์พูลยืนยัน:
35 ล้านปอนด์
ตัวเลขนี้คือสิ่งที่
อูไน เอเมรี่ ไม่เคยต้องการแบกรับตั้งแต่แรก และผลลัพธ์ก็คือการ “แช่แข็งนักเตะ”
เพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางการเงิน
แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่า
เอลเลียตต้องการยุติสัญญาและกลับแอนฟิลด์ก่อนกำหนด แต่ปัญหาคือ
- ไม่มี Recall Clause ในสัญญา
- วิลล่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหากยกเลิกสัญญา
(ซึ่งพวกเขาไม่ยอม)
- ลิเวอร์พูลก็ไม่ยอมเสียสิทธิ์เงินก้อนนี้
สุดท้าย
ทุกอย่างก็จบลงด้วยทางตัน เมื่อ ตลาดซื้อขายปิดลง โดยที่นักเตะไม่สามารถย้ายไปไหนได้อีกแล้ว
จากความหวังในเดือนกันยายน
สู่การหายไปจากสารบบ
ย้อนกลับไปในช่วงต้นฤดูกาล
อนาคตของเอลเลียตยังดูสดใส
- ยิงประตูแรกให้วิลล่าใน
ลีก คัพ
- ได้ออกสตาร์ทตัวจริงเกมพรีเมียร์ลีกพบ
ฟูแล่ม
- เล่นในบทบาทหมายเลข
10
- ผ่านบอลสำเร็จ
16 จาก 17 ครั้ง
สำหรับแฟนบอล
นี่คือฟอร์มที่ “ไม่ได้น่าเกลียด” แต่อย่างใด
แต่สำหรับเอเมรี่ นั่นยังไม่พอ
เขาต้องการหมายเลข
10 ที่
- บังบอลเก่ง
- เล่นเกมรับได้ราวกับฟูลแบ็ก
- มีอิมแพ็กต์ต่อประตูแบบชัดเจน
และเอลเลียตก็ไม่ตรงกับพิมพ์เขียวนั้น
คำพูดของเอเมรี่
ที่ตอกย้ำชะตากรรม
“เราตัดสินใจไปตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้วว่า
เรายังไม่มั่นใจพอจะเซ็นสัญญาถาวรกับเขา ด้วยจำนวนเงินที่ต้องจ่าย”
คำพูดตรงไปตรงมานี้
สะท้อนว่าเอลเลียต ไม่เคยเป็นเป้าหมายหลัก ของกุนซือเลยตั้งแต่ต้น
แม้ฝ่ายสรรหาจะผลักดันชื่อเขามานานก็ตาม
ดีลนี้เกิดขึ้นในช่วงที่
- ความสัมพันธ์กับ
มอนชี่ เริ่มสั่นคลอน
- ทีมออกสตาร์ทฤดูกาลได้น่ากังวล
- สโมสรต้องการ
“ใครก็ได้” มาอุดช่องว่างระยะสั้น
และเอลเลียตก็คือคนนั้น
ความเป็นมืออาชีพ
ท่ามกลางการถูกลืม
เมื่อวิลล่าฟอร์มกระเตื้องขึ้น
ลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง
โอกาสของเอลเลียตกลับลดลงสวนทาง
เอเมรี่เลือกใช้งาน
- มอร์แกน
โรเจอร์ส
- จอห์น
แม็คกินน์
โดยมีตัวสอดแทรกอย่าง
บูเอนเดีย, ตีเลอมันส์, ซานโช่,
รอส บาร์คลีย์ ขวางทางอยู่เต็มไปหมด
จุดแตกหักเกิดขึ้นปลายเดือนตุลาคม
เกมแพ้ โก อะเฮด อีเกิลส์ ในยูโรปา ลีก
เอลเลียต ไม่มีชื่อแม้แต่ตัวสำรอง
ตลอดเกือบ 3 เดือน
- เขาซ้อมหนักทุกวัน
- มีส่วนร่วมกิจกรรมสังคม
- เยี่ยมผู้ป่วยกับสโมสรช่วงคริสต์มาส
- เป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมทีมเสมอ
แต่กลับเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่
ไม่ถูกพิจารณาส่งลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียว
บทสรุปของคำว่า
“ผิดที่ ผิดเวลา”
ในความเป็นจริง
เอลเลียตลังเลอย่างมากที่จะย้ายออกจากลิเวอร์พูล
เขาลงเล่นให้ทีมไปแล้ว 147 นัด มีส่วนกับความสำเร็จมากมาย
แต่ไม่เคยได้รับโอกาสเป็น “ตัวเลือกแรก” อย่างแท้จริง
ภายใต้ระบบของเอเมรี่
นักเตะฝีเท้าจัดหลายคนก็เคยเจอชะตากรรมคล้ายกัน
- ฟิลิปเป้
คูตินโญ่
- มุสซ่า
ดิอาบี้
- เลออน
เบลลีย์
แม้แต่ ยูริ
ตีเลอมันส์ ยังต้องใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะยึดตัวจริงได้
ดังนั้น
การตัดสินว่าเอลเลียต “ดีไม่พอสำหรับพรีเมียร์ลีก” อาจเป็นคำวิจารณ์ที่ง่ายเกินไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ แอสตัน วิลล่า
ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับเขา
บทสรุป:
ไม่มีผู้ชนะในดีลนี้
นี่คือสถานการณ์ที่
- สโมสรไม่ได้ผู้เล่นที่ต้องการจริงๆ
- ลิเวอร์พูลไม่ได้พัฒนาทรัพย์สินของตัวเอง
- และนักเตะต้องเสียฤดูกาลไปเปล่าๆ
ฮาร์วีย์
เอลเลียตไม่ควรถูกกาชื่อทิ้ง
ยิ่งเขากลับไปพิสูจน์ตัวเองในสนามได้เร็วเท่าไร
พร้อมรักษามาตรฐานนอกสนามแบบเดิม
อนาคตของเขาก็ยังสามารถกลับมาสดใสได้อีกครั้ง
บางที
เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องของ “ไม่เก่งพอ”
แต่เป็นเพียงฟุตบอลอีกหนึ่งบท ที่เต็มไปด้วยคำว่า ผิดที่ ผิดเวลา เท่านั้นเอง
วิเคราะห์หลังเกม! แมนฯ ซิตี้ 3-1 นิวคาสเซิ่ล เรือใบคุมเกมสมบูรณ์แบบ ลิ่วชิงคาราบาว คัพ











إرسال تعليق