ในฐานะแชมป์เก่า ฤดูกาล 2025/26 ของ ลิเวอร์พูล กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่แทบไม่ต่างอะไรจาก “ฝันร้าย” สำหรับแฟนบอล เดอะค็อป ทั่วโลก ผลงานของทีมที่ดรอปลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่สร้างความผิดหวัง แต่สิ่งที่สะเทือนใจยิ่งกว่าคือการได้รู้ว่านี่คือฤดูกาลสุดท้ายของชายผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกขวาชาวอียิปต์ที่เคยฝากผลงานระดับตำนานเอาไว้ในถิ่นแอนฟิลด์
อย่างไรก็ตาม
ภาพการอำลาที่หลายคนคาดหวังว่าจะเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่และความดุดัน
กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อฟอร์มการเล่นของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
ในช่วงท้ายฤดูกาลตกลงอย่างน่าใจหาย บทวิเคราะห์จากสื่อชั้นนำชี้ให้เห็นว่า
นี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าผิดหวังที่สุดของเขาในเวทีพรีเมียร์ลีก
และเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านที่ยากจะหลีกเลี่ยงในโลกฟุตบอล
ไร้ซึ่งสัญชาตญาณเพชรฆาต
หากตัดเรื่องอารมณ์ออกไปแล้วมองกันด้วยตัวเลข
จะเห็นได้ชัดว่าปัญหาหลักของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
อยู่ที่ประสิทธิภาพการจบสกอร์ที่ลดลงอย่างมาก
ในฤดูกาลนี้ เขาทำได้เพียง 5 ประตูจาก 22 นัดในพรีเมียร์ลีก
คิดเป็นค่าเฉลี่ยเพียง 0.24 ประตูต่อเกม
ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปีนับตั้งแต่ค้าแข้งในยุโรป
ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับมาตรฐานเดิมที่เขาเคยยิงได้ระดับ 20-30 ประตูต่อฤดูกาลอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ อัตราการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูของเขายังลดลงเหลือเพียง 10% ซึ่งถือเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดในอาชีพ
สะท้อนให้เห็นถึงทั้งความมั่นใจที่หดหาย และความเฉียบคมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แทคติกใหม่ เปลี่ยนบทบาทโดยสิ้นเชิง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อฟอร์มของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
คือการเปลี่ยนแปลงแทคติกของทีมภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่อ ชล็อต
จากเดิมที่ ลิเวอร์พูล เน้นเกมรุกที่รวดเร็วและเล่นแบบฉับไว
ฤดูกาลนี้กลับเปลี่ยนมาเน้นการครองบอลและต่อเกมอย่างเป็นระบบมากขึ้น
ส่งผลให้บทบาทของ ซาลาห์ ถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย
เขาถูกบังคับให้ยืนกว้างริมเส้นมากขึ้น
และมีโอกาสสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษเฉลี่ยเพียง 7.5 ครั้งต่อเกม ลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ราว 10 ครั้งต่อเกมในช่วงหลายฤดูกาลก่อน
การที่อาวุธหลักของเขาอย่างการสอดเข้าไปจบสกอร์ในพื้นที่อันตรายถูกจำกัด
ทำให้ความน่ากลัวในการทำเกมรุกลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และส่งผลโดยตรงต่อจำนวนประตูที่หายไป
สภาพร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนไป
นอกจากปัจจัยด้านแทคติกแล้ว
เรื่องของสภาพร่างกายและจิตใจก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน
ในวัย 33 ปี โมฮาเหม็ด ซาลาห์
เริ่มเผชิญกับข้อจำกัดด้านร่างกาย
โดยเฉพาะในลีกที่ใช้ความเข้มข้นสูงอย่างพรีเมียร์ลีก
ความเร็วและความคล่องตัวที่เคยเป็นจุดเด่นเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน การประกาศล่วงหน้าว่าจะย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาล
ก็อาจส่งผลต่อสมาธิและโฟกัสในสนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความกดดันและความไม่แน่นอนในอนาคต
อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ฟอร์มของเขาไม่สม่ำเสมอ
บทสรุป: จุดจบของยุคสมัย “คิง ออฟ อียิปต์”
เมื่อพิจารณาจากทุกองค์ประกอบ ทั้งสถิติ ฟอร์มการเล่น แทคติก
และสภาพร่างกาย ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ช่วงเวลาทองของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ
ลิเวอร์พูล กำลังเดินทางมาถึงบทสุดท้าย
แม้ว่าเขาจะจากไปในฐานะตำนานผู้ยิ่งใหญ่
ที่เคยพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย แต่ฟอร์มในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพกับสโมสร
อาจไม่ใช่ภาพจำที่แฟนบอลคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม นี่คือสัจธรรมของโลกฟุตบอล ไม่มีใครสามารถยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดไป แม้กระทั่งนักเตะระดับตำนานอย่าง “คิง ออฟ อียิปต์” ก็ตาม
หงส์หัวตก! มรดก "คล็อปป์" กำลังพังทลาย หรือ "ชล็อต" กำลังพา ลิเวอร์พูล เปลี่ยน DNA








إرسال تعليق